จริงหรือไม่ ความสัมพันธ์มักจบลง ถ้าถูกสังคมกดดัน

ถ้าเราสังเกต คนส่วนใหญ่มักคาดหวังให้ตัวเองและผู้อื่นมีความสัมพันธ์กับคนรัก ให้เป็นไปตามครรลองอันดีงามของสังคม โดยมีการพัฒนาความสัมพันธ์ตามลำดับที่ควรจะเป็น โดยมีเป้าหมายว่าจะได้แต่งงานและมาอยู่ร่วมกัน พร้อมกับต้องมีความรักเดียวใจเดียว แน่นอนว่าหลักดังกล่าวนี้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคู่ เพราะแต่ละคู่ก็มีเงื่อนไขในความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ทำไมสังคมกลับต้องไปคาดหวังในจุดที่เราก็ไม่รู้ด้วยล่ะคะ เราอาจจะได้เห็นคู่รักดาราจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับแรงกดดันจากสังคมว่าต้องเป็นไปตามแบบนั้นแบบนี้ที่สังคมตั้งบรรทัดฐานขึ้นมา แล้วมันจริงหรือไม่ ว่าการถูกสังคมกดดันมักนำพาความสัมพันธ์ไปถึงจุดจบ?

เพราะโลกนี้มีความสัมพันธ์หลายรูปแบบ

นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์พบว่า “คนบางกลุ่มไม่ได้เหมาะสมหรือไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับคู่รักในรูปแบบเดิม ๆ ที่จะต้องค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และต่างคนต่างก็รู้จุดหมายของความสัมพันธ์อยู่แล้ว เสมอไป แต่พวกเขาเลือกที่ดำเนินความสัมพันธ์ในแบบที่สบายใจและเหมาะสมกับตัวเองมากกว่า” เงื่อนไขและปัจจัยยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้รูปแบบความสัมพันธ์มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ความสัมพันธ์แบบหลายคน ที่ต่างฝ่ายต่างยินยอมให้คู่ของตนไปสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ และการดำเนินรูปแบบความสัมพันธ์แบบรักเดียวใจเดียวก็อาจไม่ได้เหมาะสมกับคนทุกคน

เพราะฉะนั้นคนไม่จำเป็นต้องไปตัดสินความสัมพันธ์ของใคร หรือยัดเยียดความคิดเราใส่เขาว่ามันผิดหรือถูก โดยที่ตัวเราก็ไม่จำเป็นที่ต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขาทำและเปลี่ยนวิถีที่เราเป็น

ยกระดับความสัมพันธ์ไม่ใช่สำหรับทุกคน

การยกระดับความสัมพันธ์เรามักจะใช้อธิบายกับความสัมพันธ์แบบรักเดียวใจเดียว ที่สังคมคาดหวังว่าคู่รักต้องมีการพัฒนาความสัมพันธ์ไปตามลำดับที่มันควรจะเป็น ยกตัวอย่าง ในสังคมไทย การสานความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการจีบกัน ชวนกันไปเดท คบกัน มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน หมั้นกัน แต่งงานกัน

แนวความคิดที่ว่า ความสัมพันธ์จะต้องถูกยกระดับเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดนั้นมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมอย่างมาก โดยผู้คนส่วนใหญ่นำมาใช้เพื่อพิจารณาและกำหนดเป้าหมายในชีวิตของตน อีกทั้งยังใช้ในการเลือกคู่ครอง ประเมินความสัมพันธ์ของตนเองและคู่รัก รวมถึงตัดสินความสัมพันธ์ของผู้อื่น นอกจากนี้ หากคู่ไหนที่ไม่สามารถบรรลุจุดสูงสุดของระดับความสัมพันธ์ได้ แน่นอนว่าในสังคมบางส่วนก็ได้ตัดสินว่าบุคคลนั้นประสบความล้มเหลว ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่รู้จักโต เห็นแก่ตัวและไม่น่าเชื่อถือไปอีกค่ะ แต่ในขณะเดียว หากความสัมพันธ์ภายหลังการแต่งงานไม่ได้เป็นไปอย่างสวยงามตามที่คิด จะส่งผลให้เริ่มมีความกดดันที่ผลักให้ทั้งคู่ต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสังคมของมนุษย์นั่นเอง ที่ไม่อยากให้ตนเองถูกตั้งคำถามจากสังคมเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

ทำความเข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์แบบเปิด

หลายครั้งที่การแก้ปัญหาเพื่อยุติความสัมพันธ์ที่มันไม่โอเค ไปจบที่การนอกใจ โดยสำหรับฝ่ายที่แอบไปมีความสำพันธ์ลับ ๆ กับคนอื่นนั้นไม่ได้ถือว่ากระโจนออกไปจากการเลื่อนระดับความสัมพันธ์ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวคู่รักกลางทางเท่านั้นเอง ดังนั้น การนอกใจมักเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ต้องมีการยกระดับนี้ การรักเดียวใจเดียวแบบปลอม ๆ มีให้เห็นโดยทั่วไปมากกว่าคู่รักที่รักเดียวใจเดียวกันจริง ๆ ซึ่งการนอกใจนี้ส่งผลให้ฝ่ายที่นอกใจถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิด ส่วนผู้ที่ถูกนอกใจก็มีสิทธิที่จะหึงหวงโดยชอบธรรมเมื่อค้นพบความจริง

การจะมีความสัมพันธ์แบบไหน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบรักเดียวใจเดียว รักหลายคน หรือแบบเปิด ทั้งหมดเป็นเพียงตัวเลือกที่ไม่ว่าใครก็สามารถเลือกได้ มันไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องเลือกมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับที่คนในสังคมคาดหวังให้เป็น เพราะคนเราต่างเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ที่เหมาะกับตัวเองอยู่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการเปิดใจยอมรับความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ และมองเห็นคุณค่าในความแตกต่างนั้น

 

บทความ อื่นๆ

บทความ อื่นๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *