หญิงรักหญิง ความรัก ความเปราะบาง กับชีวิตคู่ที่เป็นไปไม่ได้

แม้ว่าในปัจจุบันการยอมรับความหลากหลายทางเพศจะมีมากขึ้น เห็นได้จากในเคสต่างประเทศ ที่มีการออกกฎหมายมารองรับสถานะคู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นข่าวผู้หญิงกับผู้หญิงจูงมือเข้าวิวาห์ เพื่อใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ในขณะเดียวกัน ในอีกซีกโลกหนึ่ง คู่รักหญิงรักหญิงก็ไม่ได้มีเส้นทางรักที่ราบรื่นและลงเอยด้วยการแต่งงานกันไปซะทุกคู่ ใช้ชีวิตกันไปจนแก่เท่าเหมือนคู่รักต่างเพศ ซึ่งมีหลายคู่มากที่การยุติความสัมพันธ์นั้นไม่ได้มาจากการหมดรักกันแล้ว แต่เป็นเพราะปัจจัยทางสังคมเสียมากกว่า ปัญหาถูกเสนอน้อยมาก เนื่องจากพวกเธอส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองมากนัก แล้วปัจจัยทางสังคมอะไรบ้างที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์และชีวิตคู่ของหญิงรักหญิง

1. เราต้องแต่งงาน

บ่อยครั้งที่คู่รักหญิงรักหญิงต้องยุติความสัมพันธ์ ด้วยเหตุผลที่อีกฝ่ายจะไปแต่งงานกับผู้ชายที่รู้จักหรือที่พ่อแม่จัดหามาให้ ทั้งที่บางทีพวกเธอยังไม่ได้หมดรักกัน แต่ด้วยความเชื่อทางสังคมที่เป็นตัวมาตัดสินว่า อย่างไรเสีย ผู้หญิงก็ต้องแต่งงานและมีลูก การจบความสัมพันธ์กับผู้หญิงเพื่อไปแต่งงานกับผู้ชายจึงมีให้เห็นบ่อย ๆ โดยที่คนที่ถูกบอกเลิกก็ได้แต่ทำใจ เพื่อเคารพในการตัดสินใจของอีกฝ่าย แต่ในบางกรณีอีกฝ่ายก็เต็มใจที่จะทำให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก็ตาม บางครั้งผู้หญิงเราก็ไม่ได้อยากแต่งกับผู้ชายหรอกค่ะ แต่ด้วยปัจจัยทางสังคมที่เอาแต่ถามว่า เมื่อไหร่จะแต่งงาน ซึ่งหญิงรักหญิงหลายคนถูกถามเช่นนั้น แต่ไม่กล้าตอบออกไปว่า มีแฟนแล้วเป็นผู้หญิงและอยู่ด้วยกันแล้วด้วย และที่น่าสนใจกว่านั้น หลายครั้งการที่หญิงรักหญิงยุติความสัมพันธ์ก็มาจากบรรทัดฐานของสังคมที่ว่า “ความรักของหญิงรักหญิงไม่มีจริง เป็นแค่แฟชั่น ถ้ามีแฟนเป็นผู้ชายก็จะหายเอง” ทั้งนี้ก็มาจากฐานความคิดว่าผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชาย ต้องแต่งงานและมีลูกนั่นเอง

2. ไม่แต่งงานก็อยู่บ้านดูแลพ่อแม่ไป

สาเหตุการเลิกราอีกอย่างคือ ภาระที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราหรือเจ็บป่วย ตามธรรมเนียมในสังคมไทย บ้านไหนที่ลูกสาวไม่ออกเรือน ก็จะถูกกดดันให้ต้องเป็นคนดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา โดยให้เหตุผลว่าลูกคนอื่นที่แต่งงานไปแล้วก็ต้องดูแลครอบครัวของตัวเอง ปัจจัยการดูแลครอบครัวจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้หญิงรักหญิงหลายคนเลือกที่จะยุติความสัมพันธ์ของตัวเอง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะบอกกับที่บ้านได้ว่าเธอกับคู่ของเธออยู่ในความสัมพันธ์เช่นไร หรือต่อให้เปิดเผยกับครอบครัว มันก็ยากที่อีกฝ่ายจะปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวของอีกฝ่ายได้นั่นเอง หรือการดูแลครอบครัวอาจจะกินเวลามากกว่าการที่จะได้อยู่กับคนที่รัก ซึ่งบางครอบครัวก็ไม่อยากให้แฟนของลูกสาวเข้ามายุ่มย่าม และแน่นอนว่าหากเปลี่ยนเป็นลูกเขย การยอมรับก็จะมีมากกว่าด้วยค่ะ

3. แฟนกันแค่ในบ้าน ออกงานแค่เพื่อนกัน

แม้ว่าชีวิตจริงจะอยู่ด้วยกันแล้ว แต่หญิงรักหญิงหลายคู่กลับยังไม่กล้าที่เปิดตัวกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน เพื่อนฝูง หรือครอบครัว ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเธอทำได้แค่เพียงเก็บซ่อนเอาไว้ เวลามีงานเลี้ยง พบปะกับใครหลายคน ก็ไม่สามารถที่จะแสดงออกได้ว่าเป็นอะไรกัน แน่นอนว่าคนรักก็อาจจะรู้สึกถึงการไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมของอีกฝ่าย นั่นก็ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดการเลิกราได้ การไม่ได้รับการยอมรับในตัวตนและความสัมพันธ์จากสังคมภายนอก เป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจมากเลยนะคะ เพราะการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ของตัวเองกับสังคมได้ ก็เป็นเพราะความกลัวที่จะถูกปฏิเสธหรือเลือกปฏิบัติ บางสังคมยังมองว่าความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันยังเป็นเรื่องผิดปกติ

 

4. กฎหมายไม่รองรับ สังคมก็ไม่ยอมรับ

ว่าเรื่องของกฎหมายไม่รองรับก็เป็นอะไรที่ยากลำบากที่จะทำให้หญิงรักหญิงสามารถใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ตามกฎหมาย เนื่องจากหากมีกฎหมายมารองรับเรื่องนี้ สังคมก็อาจจะเกิดการยอมรับในเรื่องความรักของเพศเดียวกันมากขึ้น หรือการที่สังคมพยายามคาดคั้นเพื่อเอาคำตอบว่าเมื่อไหร่จะกลับมาคบผู้ชาย ทั้งที่ความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกัน ไม่ได้ต่างกันกับความสัมพันธ์ของคนต่างเพศเลย

5. ลูกเธอไม่ใช่ลูกฉัน

นับว่าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยจริง ๆ เรื่องลูกติดของอีกฝ่ายหนึ่ง หญิงรักหญิงจำนวนไม่น้อยที่เคยผ่านการแต่งงานและมีลูกมาแล้ว ต่อมาก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตกับผู้หญิง ก็อาจต้องพาลูกติดมาของสามีเก่ามาอยู่กินกับผู้หญิงคนรักคนใหม่ ทำให้หลายคู่เกิดปัญหาระหว่างลูกเลี้ยงกับคนรัก เช่น ลูกเลี้ยงเข้ากับคนรักไม่ได้ หรือการที่ลูกยอมรับไม่ได้ที่แม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้ การถูกล้อเลียนจากเพื่อนที่แม่มีควาสัมพันธ์แบบเพศเดียวกัน นั่นก็จะยิ่งกลายเป็นปัญหา แน่นอนว่าผู้หญิงหลายคนก็เลือกที่จะเลือกลูกมากกว่าคนรัก

6. เมื่อเรื่องส่วนตัวคือเรื่องการเมือง

จากปัจจัยในหลาย ๆ ข้อ เราก็จะเห็นถึงความเปราะบางและความไม่มั่นคงในชีวิตคู่ของหญิงรักหญิงซึ่งส่วนใหญ่มาจากฐานความคิดของสังคมที่ไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างแมท้จริง ทำให้ความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นหญิงรักหญิงจำนวนมากจึงถูกบีบให้เดินในเส้นทางที่สังคมได้ตีกรอบเอาไว้แล้ว การจะแหกกรอบออกไปก็ดูจะเป็นไปได้ยาก

เพราะการยอมรับความหลากหลายทางเพศที่แท้จริงนั้นไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างยังคงถูกบีบให้เดินตามบรรทัดฐานของสังคม คงจะดีไม่น้อยนะคะ ถ้าหญิงรักหญิงสามารถมีอิสระที่จะเลือกได้ว่าอยากใช้ชีวิตอย่างไร โดยไม่มีอุปสรรคที่เรียกว่าสังคมเข้ามาขัดขวาง ก็ได้แต่รอลุ้นต่อไปด้วยกัน

 

บทความ อื่นๆ

บทความ อื่นๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *