วาเลนไทน์ วันแห่ง(การแสดง)ความรัก เพราะทุกวันคือวันพิเศษ

วาเลนไทน์ วันที่โลกอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก เหตุที่ต้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอาย แทนที่จะเป็นเนื้อแท้แห่งความรักนั้น ก็เพราะว่าที่จริงแล้วความรักนั้นมีอยู่ทุกวัน จนดูกลมกลืนคล้ายเป็นชั้นบรรยากาศชั้นหนึ่งของโลกอยู่แล้วก็ว่าได้ แต่ในวันวาเลนไทน์ที่เราเรียกกันว่า “วันแห่งความรัก” นั้น ดูเหมือนว่าความรักที่ถูกอบเหมือนขนมอบเทียนมานาน จะถูกเปิดให้ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปไกลกว่าความเป็นจริง จะไม่ให้อบอวลได้อย่างไรกันคะ เมื่อมองไปทางไหนก็เจอแต่ช่อดอกไม้ ที่ราคาแพงแสนแพง เพลงเพราะ ๆ และการบอกรักกัน ถ้าจะเปรียบเป็นสีสัน วันวาเลนไทน์ก็คงเป็นสีชมพูที่แสนหวาน จนใครบางคนถึงกับเบือนหน้าหนีเพราะความเลี่ยน

แฟนกันแค่วันเดียว

ถึงแม้ว่าประวัติความเป็นมาที่แท้จริงของวันแห่งความรัก จะมีคนที่เข้าใจมันอย่างแท้จริงไม่มากนัก ถ้าเทียบกับจำนวนช่อดอกไม้และดอกกุหลาบที่เห็นอยู่เกลื่อนสายตา ซึ่งคู่รักหลายคู่เฝ้ารอวันนี้ เพียงเพื่อจะถือโอกาสบอกรักหรือขอแต่งงาน หรือแม้กระทั่ง ขอแสดงความเป็นเจ้าของในตัวอีกฝ่ายอย่างแท้จริง ราวกับว่าทุกวันที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องมาบอกกันเฉพาะวันนี้ เหมือนกันเป็นแฟนกันแค่วันวาเลนไทน์วันเดียว พอจบวัน ก็กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ น่าแปลกที่หลายคน หลายคู่รู้สึกอินกับเทศกาลวาเลนไทน์ ทั้ง ๆ ที่ ความรักสามารถอบอวลได้แม้ในวันปกติ ทำไมคนเราถึงต้องรอที่จะบอกรักกันในวันใดวันหนึ่ง หรือรอที่จะจ่ายเงินมากกว่าเป็นเท่าตัวเพื่อที่จะซื้อดอกไม้ให้คนรักในวันวาเลนไทน์

ความโรแมนติกที่มีมากกว่าการบอกรักหรือซื้อดอกไม้ให้กันในวันวาเลนไทน์นั้น คือคนเราสามารถแสดงความรักได้ทุกวัน บอกรักได้ทุกวัน ให้ดอกไม้ได้ทุกวัน ไม่ใช่อย่างนั้นหรือ?

ความโรแมนติกทำให้ความรักยาวนานขึ้นจริงหรือ?

มีคนเคยบอกว่าความโรแมนติกทำให้ความรักยาวนานขึ้น การให้ดอกไม้คนรัก (แม้ไม่ใช่ในวันวาเลนไทน์) ก็เหมือนเป็นการต่อยอดและยืดเวลาความหอมหวาน อีกทั้งยังเป็นเหมือนการใส่ปุ๋ยขนานเอกให้กับต้นไม้ที่มีชื่อว่าความรัก ได้กลับมาชุ่มชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยปละละเลยให้เติบโตเองตามธรรมชาติและยถาธรรมมาได้สักช่วงเวลาหนึ่งแล้ว

เรามักบอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นคนโรแมนติก คนโน้นไม่ใช่ เพราะวัดกันด้วยความถี่ในการแสดงออกถึงความรักกับคนที่รัก อันที่จริงแล้ว เราทุกคนมีความโรแมนติกอยู่ในตัวกันทั้งนั้น เพราะความโรแมนติกในความหมายในที่นี้ คือ การอยากทำให้คนที่รักมีความสุข แน่นอนว่าทุกคนที่มีความรักย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น คนที่มีความรัก แปลว่าทุกคนเป็นคนโรแมนติก และความจริงคือทุกคนล้วนมีความรักนั่นเอง เพียงแต่ว่าจะแสดงออกมาในรูปแบบใด มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคนแล้วล่ะค่ะ บางคนแทบไม่เคยพูดจาหวาน ๆ กับคนรัก เพราะโดยปกติแล้วเป็นคนพูดจาโผงผาง บางคนไม่เคยส่งดอกไม้มาให้ เพราะเป็นคนไม่เคยเอาใจใครมาก่อน ในขณะที่บางคนพูดจาอะไรก็เป็นภาษาดอกไม้ไปซะหมด ฟังดูหวานหู ตะมุตะมิ แต่นั่นไม่ได้เครื่องวัดว่าคนไหนมีความรักมากกว่ากัน

การแสดงออกถึงความรัก อาจเป็นเพียงการเพิ่มความสดชื่นให้กับชีวิตประจำวัน แต่อย่ามองข้ามความสำคัญของมันเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะหากเปรียบความรักเป็นเหมือนดั่งต้นไม้แล้วล่ะก็ การรดน้ำพรวนดินก็อาจจะยังไม่เพียงพอให้ต้นไม้นั้นผลิดอก แตกยอดใหม่ได้อย่างสวยงามตามที่ตั้งใจไว้

 

เพราะทุกวันคือวันพิเศษ

หากคุณคือใครที่กระตือรือร้นที่จะออกไปหาดอกไม้สวย ๆ คำพูดหวาน ๆ เพื่อสื่อไปยังคนที่คุณรัก จะดีแค่ไหน หากคู่ของคุณจะได้รับสิ่งเหล่านั้นในทุก ๆ วัน รักกันได้โดยไม่ต้องรอวันพิเศษ เติมความหวานให้กันวันละนิด บอกรักกันวันละหน่อย แต่ทุกวัน เท่านี้รอบ ๆ กายของคุณจะอบอวลไปด้วยความรัก ไม่ใช่แค่เพียงกลิ่นอายของความรักแล้วล่ะค่ะ ความรักที่มาจากเนื้อแท้ย่อมยั่งยืนกว่าความรักที่มีเพียงกลิ่นอาย เมื่อจบเทศกาล กลายเป็นว่าความรักนั้นก็หายไป

อย่าลืมว่า แม้ความสำคัญของความรักมันจะวัดกันที่ใจก็จริง แต่การจะทำให้คนที่เรารักได้รับรู้ถึงความรักบ้าง ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามเลยค่ะ เมื่อเรารู้สึกว่ารักก็ควรบอกรัก อยากให้ดอกไม้ก็ให้ไปเลยค่ะ ดอกกุหลาบวันอื่นไม่ได้สวยน้อยไปกว่าวันวาเลนไทน์ ถึงแม้ราคาจะถูกกว่าเท่าตัวก็ตาม แต่วันแห่ง(การแสดง)ความรัก ไม่มีใครกำหนดได้หรอกค่ะ การทำสิ่งดี ๆ ให้กับคนที่เรารัก ไม่ต้องรอจังหวะหรือโอกาสพิเศษ เพราะทุกวันคือวันพิเศษ ทุกวันโลกมีความรักอยู่แล้ว แม้กลิ่นอายอาจจะไม่ได้อบอวล แต่มันก็หอมหวานเสมอเมื่อเรานึกถึง

ทำทุกวันของคุณให้เป็นวันวาเลนไทน์ แสดงออกความรักซึ่งกันและกัน จะบอกรักหรือให้ของขวัญ ไม่ต้องง้อวันเทศกาล เท่านี้ความรักก็ยืดเวลาออกไปได้นานขึ้นแล้ว

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *