รู้หรือไม่ว่า การอกหักซ้ำๆ แปลว่าเรายังรักตัวเองได้ไม่มากพอ

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่เวลามีความสัมพันธ์ก็คิดว่ารักครั้งนี้น่าจะดี แฟนคนนี้น่าจะเป็นคนที่ใช่ ตอนคบใหม่ ๆ ทุกอย่างมันดูลงตัวจนหลงคิดไปว่านี่แหละเหมือนจะเป็นรักครั้งสุดท้ายของคุณแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ในที่สุดมันก็พังลงแบบเดียวกับความรักครั้งที่ผ่าน ๆ มาอีก เหมือนกับหนังที่เอามารีเมคใหม่ แต่เปลี่ยนทุกตัวแสดงยกเว้น “คุณ” หรือแม้ว่าหนังรักเรื่องนั้นจะจบลงไป แต่สุดท้ายก็ยังมีเพียงคุณที่ต้องกลับมาครุ่นคิดว่า “นี่ฉันผิดอะไร ทำไมการทุ่มเทลงไปทั้งใจมันจึงไม่มีความหมายอะไรเลย ทำไมผลสุดท้ายมันต้องจบลงด้วยการโดนเท ทำไมมีแต่ฉันที่ต้องเป็นคนเสียใจ” หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณรู้สึกว่า “นี่มันฉันชัด ๆ เลย!” นั่นแปลว่า คุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่รู้จักวิธีรักตัวเองอย่างถูกต้องแล้วล่ะค่ะ

รักตัวเอง ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว

รักตัวเอง ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดง่าย ๆ ที่ดูเท่ใช่ไหมคะ แต่จริง ๆ แล้ว กลับเป็นเรื่องที่ยากกว่าการที่เราไปรักใครสักคนเสียอีก โดยเฉพาะกับคนที่มีรูปแบบความสัมพันธ์ตามทฤษฎีความรู้สึกผูกพัน (Attachment theory) แบบไม่มั่นคง ซึ่งบุคคลที่มีลักษณะไม่มั่นคงก็จะมีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่

คนที่มีความหมกมุ่น (preoccupied people) จะมีลักษณะเป็นคนที่ต้องการความใกล้ชิดทั้งทางร่างกายและจิตใจต้องการคำยืนยันจากคนรักอยู่เสมอว่าเขายังเป็นที่ต้องการ มักจะถามคนรักอยู่เสมอว่า “คุณยังรักฉันไหม?” เพื่อยืนยันว่าตัวเองเป็นคนรักที่ดีพอ และมักจะต้องการให้คนรักเอาใจใส่ดูแลและตัวติดกันเป็นพิเศษ จนบางครั้งมีลักษณะควบคุมมากเกินไป เรียกร้องมากเกินไป และมักจะรู้สึกว่าไม่เคยได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการจากคนรักอย่างเต็มที่

คนที่มีความเพิกเฉย (dismissing people) เป็นกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะแทบจะตรงข้ามกับแบบที่ 1 คือมักจะเลี่ยงการใกล้ชิดสนิมสนม มีความต้องการใกล้ชิดทั้งทางร่างกายและจิตใจต่ำ ไม่ค่อยมีความวิตกกังวลเรื่องการถูกทอดทิ้ง เวลามีความรักคนกลุ่มนี้จึงมักทำตัวห่างเหิน บางครั้งอาจแสดงท่าทีอึดอัดรำคาญเวลาที่คนรักมาใกล้ชิดหรือทำตัวติดกันมากเกินไป จึงชอบแก้ปัญหาด้วยตัวเองมากกว่าที่จะขอความช่วยเหลือจากแฟน และมักจะมีความคิดว่าการเป็นแฟนกันไม่เห็นจะต้องคอยให้กำลังใจแฟน และแฟนก็ไม่ต้องมาคอยให้กำลังใจ แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาน้อย

คนที่หวาดกลัว (fearful people) เป็นกลุ่มบุคคลที่วิตกกังวลสูงต่อการถูกทอดทิ้ง ต้องการได้รับความรักและความใกล้ชิดแต่ก็ไม่กล้าที่จะร้องขอเพราะรู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่ดีพอที่จะได้รับความรักหรือสงสัยว่าตัวเองสมควรได้รับความรักหรือเปล่า ขณะที่ก็ไม่รับรู้ไม่เชื่อใจว่าคนรักจะรักจริง รวมถึงกลัวว่าตัวเองจะถูกปฏิเสธหากสื่อสารออกไป จึงมีความรู้สึกอ่อนไหวเปราะบางมากและมักจะแสดงออกแบบสมยอมคือพยายามที่จะไม่เรียกร้องพยายามที่จะเสียสละความต้องการของตัวเอง จนค่อนข้างมีปัญหาในการสื่อสารและการแสดงอารมณ์ออกมา
ทั้ง 3 แบบที่กล่าวมาข้างต้น จัดว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่รักตัวเองยากเอาเรื่องเลย ซึ่งคนที่รักตัวเองยากนั้น หากเปรียบไปก็เหมือนกับจิ๊กซอว์ ที่ขาด ๆ เกิน ๆ พอเอาไปต่อกับภาพใหญ่มันก็เลยไม่ลงตัวกับจิ๊กซอว์ตัวใดง่าย ๆ หรืออาจเอาไปต่อกับใครไม่ได้เลย เมื่อลองเอาตัวเองเข้าไป “พยายาม” ต่อกับใครสักคนแล้วไม่สำเร็จก็อาจจะพาลคิดไปว่าตัวเองคือความผิดพลาดของโลกใบนี้และทำไมความผิดพลาดทั้งต้องมาต้องที่ฉันคนเดียว ข้อดีของมันก็มีอยู่ค่ะ คือ แม้ว่าคุณจะเหมือน จิ๊กซอว์ แต่คุณไม่ใช่จิ๊กซอว์ คุณคือมนุษย์ โดยศักยภาพของมนุษย์ที่พิเศษไปกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นก็คือ มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ ฝึกฝนตนเองได้ และแม้มนุษย์จะเปลี่ยนอดีตของตัวเองไม่ได้แต่มนุษย์สามารถเลือกอนาคตของตัวเองได้ด้วยการกำหนดปัจจุบันซึ่งรวมไปถึงการเริ่มต้นมอบความรักให้กับตัวเอง

ความรักเป็นศิลปะที่ไม่ตายตัว

อย่างไรก็ตามคนที่มีลักษณะเป็นคนรักที่จะสามารถทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มาเติมเต็มกันแบบที่หลายคนเข้าใจเสมอไปเพราะความรักไม่ได้มีลักษณะเป็นกฎที่ตายตัวว่าจะต้องเป็นแบบนั้นหรือแบบนี้เท่านั้น ดังนั้น ความรักก็ไม่ต่างอะไรจากศิลปะ ถ้าเราต้องการเรียนรู้วิธีที่จะรัก เราจะต้องทำวิธีเดียวกับที่เราต้องทำงานศิลปะอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ ความรักของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปหมด เช่น บางคู่ได้อยู่ข้างกายกันจนแก่เฒ่าล้มหายตายจากกันไป บางคู่ผ่านมาเพียงพบกันและลาจากกันพร้อมกับความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ บางคู่ก็ต้องปล่อยมือกันไปตั้งแต่เพิ่งเริ่มไม่นาน ไม่ว่าจะจบดีหรือไม่ดี แต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งหมดก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นความรักนั่นเอง

 

รักตัวเองทำอย่างไร

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าการรักตัวเอง ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่จริง ๆ แล้วทำได้ยากมากเลยค่ะ เพราะคนเรามักจะทุ่มเทความรู้สึกเพื่อไปผูกติดกับอีกฝ่ายมากเกินไป จนลืมนึกถึงตัวเอง ซึ่งการรักตัวเอง ทำได้ดังนี้

1. มีความสุขให้ได้ด้วยตัวเอง

หาเวลาให้ตัวเองได้ปลดปล่อยความสุขด้วยการไปทำอะไรที่ตัวเองชอบ หรือไปลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ เพื่อเปิดประสบการณ์ด้านใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้

2. ให้อภัยตัวเองในสิ่งที่ทำผิดพลาด

การนั่งทบทวนเรื่องราวเก่า ๆ ที่เราเคยทำผิดพลาด และเรียนรู้จากมันเป็นเรื่องที่ดี นอกจากนี้เราควรที่จะให้อภัยตัวเองด้วย เพราะทุกคนทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น

3. รู้จักการปฏิเสธให้เป็น

เมื่อเราต้องการให้ใครชอบ หรือ ประทับใจ เราก็มักที่จะตอบตกลงในสิ่งที่เขาขอร้อง การรักตัวเองเป็น คือการรู้จักปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่อยากทำบ้าง เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนชอบเราทั้งหมด เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ เป็นตัวของตัวเรา ทำในสิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ คนที่รักเราจากใจจริง จะไม่มีวันตัดสินเรา แต่จะชอบเราที่เราเป็นเรา

4. Challenge ตัวเอง

ลองท้าทายตัวเอง ในสิ่งที่เราอยากทำ แต่ไม่กล้าทำ หรือ เพิ่มความยาก ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองให้ ท้าทายมากยิ่งขึ้น เราจะเอาพลังงานนั้น ไปตั้งใจทำให้มันสำเร็จ แทนที่จะมานั่งเศร้า และเมื่อเราทำสำเร็จ เราจะมีความมั่นใจและภูมิใจในตัวเองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

5. ชื่นชมตัวเอง

หากคุณทำอะไรสำเร็จ ให้รู้จักชื่นชมตัวเอง บอกให้คนรอบตัวที่หวังดีกับคุณได้รู้ ความสุขจากความสำเร็จเล็ก ๆ เป็นความสุขที่ดีมาก จงรู้จักให้รางวัลกับตัวเองบ้าง

หากคุณได้ลองทำทุกอย่างตามคำแนะนำข้างบนแล้ว และยังพบว่าไม่ได้มีอะไรที่ดีขึ้น บางทีคุณอาจจะยังมีอะไรที่เกาะกินจิตใจภายในลึก ๆ อยู่ก็ได้ แนะนำว่าควรไปพบจิตแพทย์เพื่อได้รับคำแนะนำในการดูแลจิตใจตัวเองต่อไป

 

บทความ อื่นๆ

บทความ อื่นๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *