ถ้าไม่พูดจะรู้ไหม : อะไรทำให้การสื่อสารระหว่างหญิงชายต่างกัน

เชื่อไหมคะ ว่าแม้เราจะสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน แต่เราก็ยังเข้าใจความหมายที่แตกต่างกัน เหตุผลก็มาจากความรู้สึกนี่ล่ะค่ะ ที่จะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านคำพูดและท่าที จนบางครั้งก็อาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างหญิงชาย ยิ่งเป็นรูปแบบที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม นับว่าการสื่อสารของคนต่างเพศนั้นยากยิ่งกว่าการสื่อสารกับคนต่างชาติ ต่างภาษาเสียอีก เราจะมาดูรูปแบบของการสื่อสารที่ต่างกันของผู้หญิงและผู้ชาย ที่คนหนึ่งเลือกที่มีอะไรก็ไม่พูด กับอีกคนหนึ่งก็ไม่สามารถเดาใจอีกฝ่ายได้เช่นกัน

เขาว่าผู้หญิงกับผู้ชายมาจากดาวคนละดวง

ถ้าเราสังเกตจะพบว่ารูปแบบการสื่อสารของผู้หญิงกับผู้ชายนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นจึงไม่แปลกหรอกค่ะว่าถ้าเราทั้งคู่จะไม่เข้าใจกันเลย หากคุณคิดว่าอีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แล้วพยายามเข้าใจอีกฝ่ายในแบบของตัวเองหรือคิดจะแก้นิสัยอีกฝ่ายละก็ จะยิ่งทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งกันมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้ว ผู้หญิงกับผู้ชายมีความต่างกันในเรื่องของวิธีการสื่อสาร กระบวนการคิด รสนิยม ความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงทัศนคติอีกด้วย

อย่างเรื่องที่เห็นได้ชัด ๆ คงหนีไม่พ้น “การสื่อสาร” ผู้ชายจะเป็นเพศที่เดาใจไม่เก่ง พวกเขาจะไม่ค่อยใส่ใจคนอื่นและไม่มีนิสัยช่างสังเกต แถมยังไม่รู้ตัวและไม่คิดจะปรับตัวอีกด้วยนะคะ ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงจะเป็นเพศที่เดาใจเก่ง สามารถคาดเดาอารมณ์และความคิดของผู้อื่นได้มากกว่าผู้ชาย และเมื่อการที่ผู้ชายชอบอธิบายและเดาใจไม่เก่ง การทำงานร่วมกับผู้หญิงที่มีนิสัยไม่ชอบอธิบาย ในขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในหัวของผู้ชายนั้น คือเขาคาดหวังให้ผู้หญิง “ช่วยอธิบายให้รู้เรื่องทีได้ไหม” ขณะที่ผู้หญิงเราจะหงุดหงิดขึ้นมาว่า “เรื่องแบบนี้ถึงไม่พูดก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่” ซึ่งนั่นจะกลายเป็นช่องว่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงขึ้นมานั่นเอง

 

การจะแก้ไขปัญหาในส่วนนี้คือ หนุ่ม ๆ จะต้องพยายามสังเกตและเอาใจใส่สาว ๆ ให้มากขึ้น และสาว ๆ เองก็ต้องพยายามอธิบายให้ละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้รูปแบบการสื่อสารของผู้ชายกับผู้หญิงแตกต่างกันนั้น นั่นก็มาจากโครงสร้างของสมอง สมองซีกซ้ายและซีกขวาของผู้หญิงประสานงานกันได้ดีกว่าผู้ชาย ซึ่งทำให้ผู้หญิงสามารถทำอะไรหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ผู้ชายสามารถทำอะไรได้เพียงทีละอย่าง และเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ชายมักจะใช้เหตุผล และผู้หญิงใช้อารมณ์ในการตัดสินใจบางอย่างก็เพราะว่า ผู้ชายไม่มีความมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองเท่าผู้หญิง จึงพยายามคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยเหตุผล เช่น เวลาจะเลือกกินข้าวกลางวัน ผู้หญิงมักจะเลือกด้วยความรู้สึกของตัวเองว่า “ไม่รู้ทำไม” ก็วันนี้อยากกินก๋วยเตี๋ยว แต่ผู้ชายจะคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า “เมื่อวานกินข้าวหมูทอด วันก่อนกินข้าวไข่เจียว วันนี้กินก๋วยเตี๋ยวแล้วกัน เพราะไม่ได้กินมานานแล้ว” แถมบางทียังมีเหตุผลอื่น ๆ มาประกอบอีกด้วย

การสื่อสาร : ความรักและเซ็กส์ เพราะไม่เข้าใจกันถึงหลงกันได้

หากพูดถึงความรักในฝันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงจะเป็นแบบไหน คำตอบคือ ผู้ชายมักชอบ “ผู้หญิงไร้เดียงสา” เหตุผลเพราะผู้ชายอยากเป็น “คนรักคนแรก” ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเปรียบเทียบกับคนรักเก่าของผู้หญิงนั่นเอง ในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงจะต้องการ “ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ” เพราะผู้หญิงต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและหวังว่า สักวันจะมีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาเปลี่ยนชีวิตเราให้ดีขึ้น ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องการคนรักที่มีประสบการณ์ชีวิตโชกโชนและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงไม่อยากเป็นคนรักคนแรก แต่อยากเป็น “คนรักคนสุดท้าย” ของฝ่ายชายมากกว่า

 

ในเรื่องของสเปก โดยทั่วไปผู้ชายจะชอบผู้หญิงที่ทุกคนชอบ ส่วนผู้หญิงจะชอบผู้ชายที่ตัวเองชอบ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้ชายอยากให้คนรักของตัวเองเป็น “คนสวยในสายตาของทุกคน” ผู้ชายอยากมีคนรักเป็นสาวสวยเพื่ออวดว่าตัวเองแข็งแกร่ง ในขณะที่ผู้หญิงคัดเลือกคู่ครองที่เหมาะสมกับตัวเองด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคม ซึ่งถ้ามีเกณฑ์อยู่ในใจแล้วว่า “ผู้ชายแบบนี้แหละ” เธอก็จะตามหาผู้ชายที่ตรงกับเกณฑ์นั้น แต่อันที่จริงแล้ว ผู้หญิงเองก็ชอบ “ผู้ชายที่ทุกคนยอมรับ” เหมือนกันนั่นแหละค่ะ เพียงแต่จะเป็นเช่นนั้นก็แค่ช่วงประถมเท่านั้น เพราะผู้หญิงมีพัฒนาการทางจิตใจเร็วกว่าผู้ชาย พอเข้าเรียนชั้นมัธยม ผู้หญิงจึงเริ่มมีสเปกผู้ชายที่ชอบเป็นของตัวเอง

การสื่อสาร : การแต่งงานและครอบครัว เมื่อผู้หญิง = ประธานบริษัท และผู้ชาย = ลูกน้อง

เมื่อสถานะเปลี่ยนไป เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ เปรียบเทียบกับ ครอบครัว = ธุรกิจ, ชีวิตคู่ = งาน ความไม่เข้าใจกันระหว่างสามีภรรยาจะลดลงไปมาก และนี่อาจจะดับฝันใครหลายคนที่คิดว่าชีวิตแต่งงานจะหอมหวาน

การสื่อสารเมื่อสถานะเปลี่ยนไป เข้าสู่สถานะสามีและภรรยา เริ่มจากการจัดการค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เรื่องนี้มักจะมีปัญหากันมาก เพราะผู้หญิงจะแยกความรักกับการแต่งงานออกจากกัน ขณะที่ผู้ชายนำทั้งสองอย่างมารวมกัน คือโดยทั่วไปหลังแต่งงานผู้หญิงมักใช้ชีวิตอย่างเข้มงวด มองถึงความเป็นจริง หากถามว่าทำไม ก็เป็นเพราะว่า หลังจากแต่งงานหรือมีลูก ผู้หญิงจะคำนึงถึงครอบครัวกับลูกเป็นอันดับหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ชายอยากใช้เงินอย่างอิสระเหมือนสมัยยังโสด อยากดูดีในสายตาคนอื่น อยากเป็นที่น่าเกรงขามของคนรอบข้าง และไม่อยากแพ้ใคร เรียกได้ว่าผู้ชายให้ความสำคัญกับ ศักดิ์ศรี และด้วยเหตุผลด้านโครงสร้างสมองทำให้ผู้ชายปรับตัวได้ช้า หลังจากแต่งงานแล้วเขาก็จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตัวเองและยังปฏิบัติเหมือนช่วงก่อนแต่งงานนั่นเองค่ะ ทางออกที่ดีที่สุด คือ ผู้หญิงอาจต้องคิดว่าสามีคือ พนักงานใหม่ ที่ยังไม่ค่อยรู้งาน และไม่ถือสาความผิดพลาดของเขา ต้องทำความเข้าใจ ศักดิ์ศรี (แบบเด็กๆ) ของผู้ชายและปฏิบัติกับเขาอย่างอ่อนโยน และในส่วนของผู้ชายก็ต้องหัดมองโลกตามความเป็นจริงด้วย

แต่สำหรับบทบาทในครอบครัว โดยทั่วไปแล้วผู้ชายจะมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนเด็กไปตลอดชีวิต แม้ว่าจะพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่แค่ไหน แต่ลึก ๆ ในใจก็ยังคิดว่า “ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่” และ “ยังอยากเล่นสนุก” นอกจากนี้ ผู้ชายทุกคนยังเป็นลูกแหง่ติดแม่อีกด้วย เพียงแต่ระดับมากน้อยต่างกันไป ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ มีตำแหน่งอะไร ผู้ชายก็มักอยากให้ผู้หญิงรับบทบาทแม่ และอยากได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงรับไม่ได้กับการที่ผู้ชายเรียกรองให้เธอรับบทบาทแม่ เพราะเธออยากอยู่ในสถานะ “ผู้หญิง” (คนรัก) ตลอดไป ทางออกที่ดีที่สุด คือ คนทั้งคู่ก็ต้องพยายามเข้าใจอีกฝ่าย ภรรยาควรคิดไว้เสมอว่าสามีเป็นเด็กและปฏิบัติกับเขาแบบเพื่อน ส่วนสามีเองก็ต้องปฏิบัติกับภรรยาอย่าง ผู้หญิง (คนรัก) เหมือนตอนที่คบหาดูใจกัน

 

การสื่อสาร : ถ้าไม่พูดจะรู้ไหม

หลายครั้งที่ผู้ชายและผู้หญิงมักมีเรื่องขัดเคืองใจกัน ซึ่งมีมาจากวิธีการพูดที่แตกต่างกัน ผู้ชายไม่พอใจที่ผู้หญิงไม่มีเหตุผล ส่วนผู้หญิงไม่พอใจที่ผู้ชายไม่ยอมตัดสินใจ ด้วยเหตุผลทางด้านโครงสร้างสมอง ข้อมูลจำนวนมหาศาลกับความรู้สึกของผู้หญิงจะเชื่อมโยงถึงกันเสมอ ดังนั้น ผู้หญิงมักจะเผลอแสดงความรู้สึกกับความคิดของตัวเองออกมาจนกลายเป็นการพูดเรื่อยเปื่อยที่ไร้ข้อสรุปไป ผลที่ตามมาคือ ผู้ชายจะหงุดหงิดว่าผู้หญิง พูดไม่กระชับ หรือ เอาแต่พูดนอกเรื่อง ในส่วนของผู้หญิงเองก็หงุดหงิดที่ผู้ชายไม่แสดงความคิดเห็นออกมาตรง ๆ และไม่ยอมตัดสินใจเสียที เหตุผลนั่นก็เพราะ ผู้ชายกังวลว่า “จะออกความเห็นที่ไม่เข้าท่าไม่ได้” พวกเขากลัวว่าจะกลายเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น ทางออกคือ คุณผู้ชายควรทบทวนพฤติกรรมของตัวเองก่อนจะปริปากบ่นผู้หญิง แนะนำให้สรุปประเด็นสำคัญอย่างสั้น ๆ ตัดสินใจให้ฉับไว รวมทั้งตระหนักว่าความจริงแล้วตัวเองก็ไม่ได้พูดจามีหลักการสักเท่าไหร่ ส่วนผู้หญิงต้องปรับปรุงวิธีพูดของตัวเอง โดยการตัดทอนความรู้สึกส่วนตัวและรายละเอียดที่ไม่สำคัญทิ้งไป พร้อมทั้งถ่ายทอดข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและมีเหตุผลรองรับ

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพียงบางส่วนในพาร์ทของการสื่อสารขงผู้หญิงกับผู้ชาย ว่ามีความแตกต่างกันเพียงใดในทัศนคติ ความคิด สิ่งสำคัญแม้ว่าเราจะมาจากดาวคนละดวงกัน แต่เราสามารถปรับเพื่อให้เข้าใจและอยู่ร่วมบนดาวเดียวกันได้นะคะ

 

บทความ อื่นๆ

บทความ อื่นๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *